ชิต บุรทัต
ชิต บุรทัต นามสกุลเดิม ชวางกูร เกิดเมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ บิดาชื่อ ชู มารดาชื่อ ปริก บิดาเป็นครูสอนภาษาบาลี อยู่โรงเรียนวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีความรู้ความชำนาญในการอ่านคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะ ชิต บุรทัต จึงได้เรียนรู้เรื่องกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ จากบิดามาตั้งแต่เด็ก
ชิต บุรทัต เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดราชบพิธฯ ที่บิดาสอนอยู่จนจบชั้นประถม แล้วเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดสุทัศน์เทพวราราม เมื่อเรียนหนังสืออยู่นั้น ชิต บุรทัต ได้รับเลือกให้เป็นต้นบทร้องเพลงสรรเสริญบารมี บทร้องเพลงในหนังสือดอกสร้อยสุภาษิต และสวดโอ้เอ้วิหารรายที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่เสมอ พ.ศ. ๒๔๔๙ เรียนจบชั้นมัธยม ขณะนั้นอายุได้ ๑๕ ปี บิดาจัดการให้บรรพชาเป็นสามเณร เพื่อเรียนนักธรรมที่วัดราชบพิธฯ โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชได้ ๒ พรรษา ก็สึกออกมาทำงาน
ชิต บุรทัต เริ่มทำงานครั้งแรกในกรมตำรวจ ได้รับเงินเดือนๆละ ๒๐ บาท แต่ทำอยู่ได้ไม่ถึงปี บิดาก็ให้ลาออกเพราะเห็นว่า ชิต บุรทัต ดื่มเหล้าและเที่ยวอย่างหัวราน้ำ คงจะเอาดีทางรับราชการไม่ได้ แล้วจัดการส่งตัว ชิต บุรทัต ไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ให้เป็นครูสอนหนังสือที่วัดจันทร์ แต่ ชิต บุรทัต ก็ยังคงดื่มจัดอยู่อย่างเดิม ญาติปรามไม่อยู่ ส่งตัวกลับมาให้บิดาที่กรุงเทพฯ บิดาจึงจัดการให้บวชเป็นสามเณรอีกครั้งหนึ่งที่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) ขณะมีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระอุปัชฌายะ ชิต บุรทัต จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาสระยะหนึ่ง แล้วจึงย้ายไปจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ศึกษาภาษาไทย บาลี และอังกฤษ เพิ่มเติมโดยเป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส และทำหน้าที่เป็นเลขานุการของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสด้วย ในช่วงนี้เองที่ ชิต บุรทัต ได้เริ่มฝึกฝนการแต่งกวีนิพนธ์และส่งไปลงพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์
ชิต บุรทัต จำพรรษาศึกษาปริยัติธรรมจนมีความรู้แตกฉาน ถึงปลายปี พ.ศ. ๒๔๕๔ อายุครบบวช สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงโปรดให้อุปสมบทพร้อมกับ ม.จ. จุลดิศ ดิศกุล พระยามานวราชเสวี และพระยานิพนธ์พจนาตถ์ พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาสและเข้ารับราชการอีกครั้งในกระทรวงธรรมการ โดยเป็นครูสอนในโรงเรียนฝึกหัดครู แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ต้องลาออกเพราะการดื่มเหล้าและเที่ยวเตร่ ออกจากกระทรวงธรรมการแล้ว ชิต บุรทัต จึงเริ่มต้นการเขียนหนังสืออย่างจริงๆ โดยเข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์ศรีกรุงรายเดือน พ.ศ. ๒๔๕๗ ออกจากศรีกรุงไปเป็นบรรณาธิการผู้ช่วยหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย ทำอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ ปีที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยถูกโอนเข้าเป็นสมบัติพระคลังข้างที่ ชิต บุรทัต จึงลาออกจากตำแหน่งบรรณาธิการผู้ช่วยพร้อมกับตัวบรรณาธิการ กลับไปอยู่ศรีกรุงพักหนึ่งแล้วก็ออกมาเขียนหนังสืออยู่กับบ้านเป็นเวลาประมาณ ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้ไปร่วมทำหนังสือพิมพ์โฟแท็กซ์ ของนายประสาท สุขุม เมื่อโฟแท็กซ์ล้มก็ไปเข้าทำ ไทยหนุ่ม ร่วมกับ นายหอม นิลรัตน์ ณ อยุธยา เมื่อไทยหนุ่มเลิกไป ก็ว่างงานอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงไปเข้าทำงานบริษัทยาทอง ของนายเสวียน โอสถานุเคราะห์ ทำอยู่ประมาณ ๖ เดือน ก็ออกมาทำหนังสือพิมพ์อีก โดยเข้าทำที่หนังสือพิมพ์เทอดรัฐธรรมนูญ ของขุนเลิศดำริการ จนกระทั่งหนังสือหยุดกิจการ ก็กลับเข้าไปทำหน้าที่ตรวจปรู๊ฟที่หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย แล้วออกไปทำหนังสือเอกชนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ที่มา :

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น